อาวุธคู่ใจของสถาปนิกและนักออกแบบ : เจาะลึกปากกา ‘LAMY’ (PART I)

28587
{RAVEN. advertorial} 

เขาว่าสถาปนิกและนักออกแบบเป็นคน รักเดียวใจเดียวเลือกแล้วเลือกเลย’ ?

เป็นเรื่องที่ปฏิเสธได้ยากว่าสถาปนิกและนักออกแบบส่วนมาก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แถมยังเรียกได้ว่าเป็นคนค่อนข้างทันสมัยอีกด้วย และแน่นอนว่าการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและผลงานจะต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง! นั่นทำให้เมื่อพวกเราเจอสิ่งที่ถูกใจแล้ว ก็จะรักสิ่งนั้นเพียงอย่างเดียวเป็นเวลานานแสนนาน…
แม้ว่าสิ่งที่เรากำลังพูดถึงจะไม่ได้หมายถึงการเลือกแฟนหรือคู่ครอง แต่มันก็เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวหรือหัวใจของสถาปนิกและนักออกแบบมากที่สุด ซึ่งมันก็คือ ‘ปากกา’ ปากกาถือเป็นอาวุธของนักสถาปนิกและนักออกแบบที่ทรงพลังที่สุด เพราะสำหรับพวกเราแล้ว หน้าที่ของปากกาไม่ใช่เพียงแค่ใช้ขีดเขียน หรือ วาดภาพต่าง ๆ แต่มันต้อง ‘ใช้งานดี’ และ ‘ดูดี’ ด้วย ฟังดูแล้ว ดูจะเลือกได้ไม่ยากเท่าไร แต่ใครที่ไม่ใช่สถาปนิกหรือนักออกแบบอาจต้องพยายามทำความเข้าใจหน่อย เพราะการเลือกปากกาสักด้าม ไม่ต่างอะไรกับการเลือกอาวุธในการสู้รบเลยทีเดียว ซึ่งอาวุธหรือปากกาที่ดีส่วนมาก จะต้องถูกผลิตจากบริษัทที่มีชื่อเสียงยาวนาน มีความเชี่ยวชาญ มีความเข้าใจถึงการใช้งาน และตอบโจทย์ทางความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งก็มีอยู่เพียงไม่กี่แบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ทั้งหมด แต่หนึ่งเดียวในนั้นที่ถูกพูดถึง และได้รับความนิยมที่สุดก็คือ “LAMY” แบรนด์สัญชาติเยอรมัน

ปากกา LAMY จึงกลายเป็นสิ่งของประจำตัวของนักออกแบบ สถาปนิก ตลอดจนนักเรียนสถาปัตย์ที่ต้องมีกันทุกคน ล่าสุดทีมงาน RAVEN ได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับ คุณเกษม บุญเลิศวณิชย์ จาก บริษัท บี.เค.แอล. จำกัด ผู้แทนจำหน่ายปากกา LAMY ในประเทศไทยเป็นเวลานาน ตอนแรกบทสนทนาดูเหมือนเป็นการแนะนำสินค้าให้กับผู้ที่คลั่งไคล้และหลงใหลในปากกา LAMY แต่พอคุยไปคุยมา กลายเป็นว่ามีเรื่องราวสนุกๆ และสาระดี ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ ทางทีมงานจึงอดไม่ได้ที่จะนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง โดยเฉพาะใครที่เป็นแฟน LAMY แล้วล่ะก็… ถ้ายิ่งได้ฟังแล้ว คุณอาจจะตกหลุมรักมันอย่างไม่รู้จบเลยทีเดียว

หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าปากกา LAMY มีเรื่องราวและความเป็นมายังไง รวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งานที่ซ่อนอยู่มากมายที่เขียนเล่าทีเดียวคงไม่จบ ทีมงาน RAVEN จึงต้องแบ่งเล่าให้ฟังเป็น 2 ตอน โดยขอเอาเรื่องราวประวัติมาเรียกน้ำย่อยกันก่อนในตอนแรก  

เรื่องราว:

ความลับ ที่ไม่ลับของปากกาLAMY

  ว่ากันก่อนที่ สโลแกน ของ ยี่ห้อ LAMY บางคนอาจคิดว่า สโลแกนก็เป็นแค่คำพูดที่สวยหรู ที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในทางปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมากมาย แต่สำหรับ LAMY สโลแกนถือเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะมันเป็นตัวกำหนดทิศทางของบริษัท ตลอดจนความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้า

สโลแกน  :  Design. Made in Germany. (ดีไซน์. ผลิตในประเทศเยอรมนี.)

เมื่อได้อ่านสโลแกนของ LAMY แล้วหลาย คนอาจจะคิดว่า แค่ design ของปากกา LAMY ถูกออกแบบในประเทศเยอรมนี แต่การผลิตปากกาก็อาจถูกผลิตในประเทศอื่น ๆ (ที่มีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าในเยอรมนี) แต่ในความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ชื่อเต็มของ สโลแกนก็คือ Design, quality and made in Germany  ซึ่งหมายความว่า ทั้งรูปแบบและคุณภาพ ล้วนแล้วแต่ได้รับการออกแบบและผลิตภายในประเทศเยอรมนีเท่านั้น ถึงตรงนี้หลายคนอาจเกิดคำถามว่า ปากกาและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ LAMY มันดีขนาดนั้นเลยเหรอ? ความจริงนั้นมันเป็นยังไง เรามาฟังจากปากผู้รู้กันเลยดีกว่า  

LAMY : การเดินทางข้ามโลกจากเมืองเบียร์สู่แดนสยาม

Josef Lamy

ในปี 1963 LAMY ถูกนำเข้าประเทศไทยเป็นครั้งแรกโดย บริษัท บี.เค.แอล. ในฐานะผู้แทนจำหน่ายเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศไทย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผู้แทนจำหน่ายปากกา LAMY ที่ยาวนานที่สุดทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก เป็นเวลา 54 ปี… แต่ว่ากันว่า LAMY เพิ่งฉลองครบรอบ 50 ปี ไปหมาดๆ เมื่อปีที่แล้ว แล้วเวลา 3 ปีแรกหายไปไหน? คุณเกษมจึงช่วยไขข้อข้องใจให้กับทีมงานว่า

“LAMY เป็นปากกาจากเยอรมนี ซึ่งถูกก่อตั้งโดย Mr. C. Josef Lamy (บิดาของเจ้าของคนปัจจุบัน) ซึ่งท่านเคยทำงานเป็นผู้จัดการสาขาและผู้จัดการส่งออกให้กับ บริษัท ปาร์คเกอร์ (PARKER) มาก่อน ครั้นเมื่อสะสมความรู้และประสบการณ์ได้มากพอสมควร ท่านก็ตัดสินใจออกมาทำธุรกิจของตัวเองในปี 1930 โดยการรวบรวมทุนจำนวนหนึ่ง แล้วก่อตั้งบริษัทชื่อว่า Orthos Füllfederhalter-Fabrik และใช้ชื่อยี่ห้อว่า ORTHOS และ ARTUS ต่อมาภายหลังก็เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น C. Josef Lamy GmbH. ในปี 1948 (3 ปี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2) และได้เปลี่ยนชื่อยี่ห้ออีกครั้งเป็น LAMY ในปี 1952 และใช้ชื่อนั้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน” คุณเกษมกล่าว  

LAMY ในวัย 11 ปี กับ การส่งต่อจากมือ พ่อสู่ ลูก

ในปี 1962 การเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดของ Dr. Manfred Lamy (ในฐานะบุตรชายของ Mr. C. Josef Lamy) ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาทิศทางที่ดีของบริษัทเป็นอย่างมาก จนกระทั่งในปี 1966 ปากกา LAMY รุ่นแรกที่ได้รับความร่วมมือจากนักออกแบบชั้นนำของประเทศเยอรมนี ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นและใช้ชื่อรุ่นว่า ‘2000’

ทำไมถึงต้องเป็นชื่อนี้ ? เนื่องจาก Dr. Manfred มองเห็นความพิเศษของปากการุ่นนี้ ที่มีรูปแบบสวยงาม อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ และเล็งเห็นโอกาสที่สามารถขายได้จนถึงปี 2000 จึงเป็นที่มาของชื่อรุ่นดังกล่าว ถึงแม้ว่าเราจะเห็นด้วยกับ Dr. Manfred ว่าปากการุ่นนี้เพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติ แต่ความคิดที่ว่ามันสามารถขายได้ถึงปี 2000 กลับไม่เป็นความจริงเอาเสียเลย เพราะเรื่องจริงก็คือ ‘ปากกา LAMY รุ่น 2000 ยังคงสามารถขายได้จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาทั้งหมด 51 ปี และยังมีแนวโน้มว่าจะยังคงขายได้ต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคตด้วย นี่จึงกลายเป็นจุดสำคัญในประวัติศาสตร์ของ LAMY และถือว่า ศักราชใหม่ของปากกายี่ห้อ LAMY ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1996 เรื่อยมา จนกลายเป็นที่มาของการฉลองครบรอบ 50 ปีของ LAMY design brand ในปี 2016 นั่นเอง และด้วยความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่นี้เอง ที่ทำให้ Dr. Manfred Lamy กลายเป็นผู้ริเริ่มในการกำหนดทิศทางการเปลี่ยนสถานะของปากกายี่ห้อ LAMY จากปากกาในยุคบุกเบิกสู่ปากกาในยุคปัจจุบัน โดยภารกิจหลักของการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด ได้แก่ การค้นหาวัสดุ และ ฟังก์ชั่นใหม่ๆ มาใส่ในอุตสาหกรรมปากกา ซึ่งถือเป็นมุมมองและวิสัยทัศน์ที่ใหม่มาก ๆ ในยุคนั้น

ด้วยความคลั่งไคล้และหลงใหลส่วนตัวของ Dr. Manfred เกี่ยวกับรูปลักษณ์ของปากกา ทำให้ LAMY กลายเป็นแบรนด์ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ทั้งในส่วนของสีปากกา และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ก็เป็น โทนสีดำ ขาว เทา และเงิน  ซึ่งเราสามารถสังเกตได้ชัดจากโลโก้ของ LAMY ที่จะมีเพียงแค่ 4 สีนี้เท่านั้น และถ้ามองย้อนกลับไปดูปากกา LAMY ในยุคก่อน ๆ ก็จะมีอยู่แค่ 4 สีดังกล่าวเช่นกัน

คุณเกษมเล่าว่า “สีดำ ขาว เทา และเงิน เป็นสีที่นิยมอย่างมากในยุโรปจนถึงปัจจุบัน  ทำให้ในสมัยก่อนปากกา LAMY จึงฉายแววดาวรุ่งอยู่ในยุโรป แต่ยังขายไม่ค่อยดีนักในช่วงเริ่มต้นจำหน่ายในประเทศไทย เพราะเป็นปากกาเฉพาะกลุ่ม สำหรับผู้ใช้ที่ชื่นชอบปากกา สีดำ สีขาว สีเทา หรือสีเงิน จริงๆ เท่านั้น”  

สานต่อธุรกิจจากยุคเก่าถึงยุคใหม่ด้วย ปรัชญาเดิม

ผู้ได้รับการส่งมอบปรัชญาในการสานต่อธุรกิจจาก Dr. Manfred Lamy ก็คือ Mr. Bernhard M. Rösner (CEO คนปัจจุบัน) ซึ่ง ณ ตอนนี้ LAMY นับตั้งแต่วันก่อตั้งก็มีอายุ 87 ปี  โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Heidelberg ประเทศ Germany และมียอดขายเติบโตต่อเนื่องทุกปี ด้วยยอดผลประกอบการกว่า 110 ล้านยูโร เมื่อปีแล้ว ด้วยมุมมองที่เปิดกว้าง บวกกับความสนใจได้การเจาะตลาดเอเชีย Mr. Rösner จึงเกิดความคิดว่า จะทำอย่างไรให้ปากกา LAMY เป็นที่ชื่นชอบและอยู่ในใจลำดับต้นๆ ของผู้ใช้ที่มีบุคลิกที่ทันสมัยในทวีปเอเชีย? เพื่อเป็นการตอบคำถามดังกล่าว เขาจึงตัดสินใจผลิตปากกา LAMY ให้มีหลากสี และ ใช้วัตถุดิบที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ในตลอดช่วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา

ต่อมาความคิดดังกล่าวก็ได้ถูกนำมาประยุกต์และปรับปรุง เพื่อใช้ในการเจาะกลุ่มตลาดในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ถึงตรงนี้หลายคนคงพอจะนึกภาพออกแล้วว่า ทำไมปากกา LAMY จึงได้รับความนิยมในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน หากมองดูเผิน ๆ แล้วเราอาจจะเห็นแค่รูปลักษณ์ที่ดูทันสมัย และสีสันที่สะดุดตา แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่แฝงอยู่ในทุก ๆ ส่วนของปากกา LAMY นั้นก็คือ “ความใส่ใจในรายละเอียด ความเข้าใจในผู้ใช้ และความตั้งใจของผู้ผลิต” ที่เกิดจากความรักและความเชี่ยวชาญโดยแท้ นอกจากสีสันที่หลากหลายแล้ว LAMY ไม่มีแนวคิดในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าด้วยการประดับเพชร ทองหรือวัตถุมีค่าใดๆ เพื่อทำให้ปากกามีราคาสูง แต่ขาดประโยชน์ในการใช้งานอย่างแท้จริง

ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นว่านอกจากดูดีแล้วยังต้องใช้งานได้ดี และมีความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย ดังนั้น ปากกา LAMY จึงถึงใส่ฟังก์ชั่นต่าง ๆ เข้าไป เพื่อเน้นประโยชน์ในการใช้งานเป็นหลัก เพราะ LAMY เข้าใจในบริบทและให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์หลักของสินค้า ฉะนั้นแล้วสิ่งที่เพิ่ม ‘เสน่ห์’ ให้กับปากกา LAMY จึงไม่ใช้วัตถุแวววาว แต่เป็น ‘แนวคิด’ ที่ถูกสื่อและถ่ายทอดออกมาผ่านชื่อรุ่นของสินค้า ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกนึกคิด และสร้างแรงบันดาลใจในการเขียน “ผ่านลายเส้นจากปลายปากกา” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ใช้เขียนตวัดปากกาหมึกซึม ลายเส้นที่ออกมาก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องประดับล้ำค่าต่าง ๆ  

ของดี มีรางวัล การันตี

นอกจากคำบอกเล่าและคำแนะนำแบบปากต่อปาก จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องหรือจากเพื่อนสู่เพื่อนแล้ว ปากกา LAMY ยังได้พิสูจน์ตัวเองจากรางวัลใหญ่ ๆ มากมาย เช่น Good Design, iF Design, Red Dot ซึ่งรางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องการันตีในเรื่องการออกแบบปากกาที่เรียกได้ว่าสวยทั้งภายนอกและภายในเลยทีเดียว  

จุดเด่น:

รู้จักไหม? รุ่นไหนของใคร

ปากกา LAMY ถูกออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งเป็นการออกแบบให้เป็นพิเศษสำหรับ LAMY เท่านั้น

–           Mr. Gerd Alfred Müller ออกแบบรุ่น 2000
–           Mr. Wolfgang Fabian ออกแบบรุ่น Safari
–           Mr. Bernt Speigel ออกแบบรุ่น abc
–           Mr. Hannes Wettstein ออกแบบรุ่น Studio
–           Mr. Franco Clivio ออกแบบรุ่น Pico   ปากกาหมึกซึม LAMY หลายรุ่นใช้ ‘หัวปากกา (nib)’ ที่ทำจากสแตนเลส และ ‘โปร่งสูบหมึกหรือหลอดสูบหมึก (ink converter)’ ซึ่งสามารถนำมาสลับกันใช้กับรุ่นอื่นๆได้ หากมีหัวปากกาและโปร่งสูบหมึก ที่เหมือนกัน อีกหนึ่งจุดเด่นของ ปากกา LAMY คือ ปากกาบางรุ่นจะทำจากอะลูมิเนียมเพื่อให้มีน้ำหนักเบา พร้อมกันนี้ยังสามารถเคลือบเป็นสีต่างๆ ได้อีกมากมาย จนถือได้ว่าเป็นหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญของปากกา LAMY  

ปากกา หมึกซึมกับความเพลิดเพลินสุดคลาสิก

  ขวดหมึกซึมของ LAMY ทั้งขวดใหญ่ (T52, 50 ml.) และ เล็ก (T51, 30 ml.) มีการออกแบบมาเป็นพิเศษ เวลาใช้น้ำหมึกใกล้หมดจนเหลือแค่ก้นขวดนั้น รูปทรงที่ก้นขวดออกแบบมาให้สามารถสูบน้ำหมึกได้แทบจะถึงหยดสุดท้ายกันเลยทีเดียว พร้อมกันนี้หมึกซึมขวดใหญ่จะมีม้วนกระดาษเล็กๆ สำหรับใช้ซับน้ำหมึกหลังสูบน้ำหมึกในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งจะเห็นได้ชัดเลยว่า LAMY สนใจ และเอาใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้อย่างแท้จริง นอกจากนี้หลอดหมึกซึม (T10, 1.15 ml.) ก็ยังมีให้เลือกหลากหลายสี ซึ่งอาจจะพูดได้ว่ามีมากที่สุดในบรรดาผู้ผลิตปากกาชั้นนำที่วางจำหน่ายในประเทศไทย อีกทั้งยังมีการผลิตสีใหม่ ๆ ออกมาทุกปี เรียกได้ว่า LAMY ได้เปลี่ยนภาพจากความน่าเบื่อของการใช้ปากกาหมึกซึมแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นความเพลิดเพลินในการใช้งานให้กับผู้ใช้อย่างไม่รู้จบ นอกจากนี้ โปร่งสูบสำหรับปากกาหมึกซึมยังถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ให้มีลักษณะเป็นแบบหมุน ซึ่งแตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ ซึ่งเป็นโปร่งสูบแบบบีบ โดยความพิเศษอยู่ตรงที่โปร่งสูบแบบหมุนนี้ สามารถสูบหมึกได้มากกว่าโปร่งสูบแบบบีบ (จุหมึกได้ประมาณ 0.7 มิลลิลิตร) ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องคอยสูบหมึกบ่อยๆ และสามารถใช้งานปากกาหมึกซึมได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วย สุดท้ายนี้คุณเกษมยังเกริ่นถึงทิศทางการเติบโตและความท้าทายที่ LAMY จะต้องเผชิญในยุคที่ผู้คนหันมาจับมือถือมากกว่าปากกา และพิมพ์มากกว่าเขียน ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ ทีมงาน RAVEN จะมาเล่าต่อในตอนต่อไป ว่าแบรนด์ดังอย่าง LAMY และพันธมิตรที่แสนจะยาวนานอย่าง บริษัท บี.เค.แอล. จำกัด มีความคิดเห็นอย่างไร และจะงัดทีเด็ดหรือกลยุทธ์ไหนเพื่อมาครองใจผู้ใจให้อยู่หมัด อย่างที่ได้ทำมาโดยตลอดเป็นระยะเวลาหลายทศวรรษ… มารอพบคำตอบกันว่า “ความรักและความใส่ใจ” ยังจะสามารถซื้อใจผู้ใช้ได้อยู่หรือไม่? ใน “อาวุธคู่ใจของสถาปนิกและนักออกแบบ : เจาะลึกปากกายี่ห้อ ‘LAMY’ (PART II)”

ติดต่อ LAMY ได้ที่
บริษัท บี.เค.แอล. จำกัด (Sole Distributor in Thailand)
ที่อยู่  :  69/11 หมู่ 6, ถ. ชัยพฤษ์, แขวงตลิ่งชัน, เขตลิ่งชัน, กรุงเทพฯ 10170
เบอร์โทร  :  02-880-7003-4 (แผนกปากกา LAMY)
Facebook  :  https://www.facebook.com/LAMYthai  

Comments