กระเบื้องเซรามิค + แสง = ‘รุ้งกินน้ำ’ บนเปลือกอาคาร KWG·M·CUBE

371
เป็นอีกหนึ่งอาคารที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่งและแฝงไปด้วยลูกเล่นที่ดูเผินๆ แล้วอาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่แท้จริงแล้ว… ถ้าอยากรู้ก็ต้องอ่านต่อไปนะเออ

เรากำลังพูดถึงอาคาร KWG·M·CUBE ที่มาที่ไปกว่าที่จะมีผลงานนี้ออกมาได้นั้นต้องบอกเลยว่ามันไม่ง่ายเลย เพราะก่อนที่จะออกแบบและตกแต่งลักษณะภายนอกของตัวอาคารได้นั้น ทางทีมสถาปนิกถึงกับต้องมีการไปต่อรองเจรจาเป็นเรื่องเป็นราวกับทางกรุงปักกิ่ง ด้วยความที่ลูกค้ามีโจทย์ที่ต้องการให้อาคารมีความเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่น ไม่เหมือนใครเค้า แต่กลับกันกับทางกรุงปักกิ่งที่ได้มีการออกคำสั่งลงมาว่าอาคารที่จะสร้างนั้นต้องมีความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ ห้ามเด่น ! ห้ามเก๋เกินหน้า ! ซะงั้น ++ แบบนี้ก็มีเหมือนกัน แต่ก็เข้าใจได้ว่าอาจจะต้องการรักษาทัศนวิสัยของเมืองไว้ให้ดูกลมกลืนเป็นระเบียบเรียบร้อย สุดท้ายเลยได้ออกมาเป็นอาคาร 7 ชั้นที่มีความสูงอยู่ที่ 36 เมตร คือสูงสุดได้แค่นี้ สูงกว่าก็ไม่ได้ไง …ทว่ามันก็ค่อนข้างที่จะสูงกว่าชาวบ้านชาวช่องเค้าอยู่ประมาณนึงเลยนะ รูปทรงภายนอกก็ถูกจำกัดให้เป็นไปในแนวทางแบบนี้เหมือนกัน อืมก็ตามที่เห็นนะฮะ

พอพูดถึงรูปทรงภายนอกของอาคารนี้แล้วนั้น ถ้าดูดีๆ เอกลักษณ์ในการออกแบบจะอยู่ที่เหลี่ยมมุมของอาคาร ที่ออกแบบเป็นเหลี่ยมมุมแนวนี้ก็เพราะว่าทางทีมสถาปนิกต้องการให้เปลือกของอาคารหันหน้าเข้าหาทางรถไฟและสี่แยกตรงถนนฝั่งตรงข้ามกับอาคาร ทั้งนี้ในตัวอาคารยังมีการออกแบบระเบียงในแต่ละชั้นให้มีมุมมองหันไปทางจุด landmark ต่างๆ ของกรุงปักกิ่งอีกด้วย คือมีความเซตวิวไว้เลย จัดว่าดี ส่วนการใช้สอยวัสดุบนเปลือกอาคารที่แตกต่างก็ยังพอที่จะทำให้อาคารมันดูเตะตาอยู่บ้าง ด้วยความที่เป็นเซรามิคสีไข่มุกที่ให้สีในโทนเทาและรุ้ง แบบว่ารุ้งวิ้งๆ หน่อยเวลามีแสงมาสะท้อนระหว่างวัน เหมือนกับที่หลายๆ คนคงเคยเห็น gimmick ของอาคารก็อยู่ตรงนี้แหละ ยิ่งไปกว่านั้น กระเบื้องเซรามิคที่เห็นกันอยู่นี้ ก็ไม่ได้เป็นเซรามิคธรรมดานะ เพราะมันเป็นกระเบื้องที่ประกอบไปด้วยการเคลือบเงาถึง 3 ชั้น โดยที่จะมีการใช้ความร้อนในอุณหภูมิที่แตกต่างกันในการเคลือบเงา อย่างนี้สิถึงจะดูมีลูกเล่นอะไรกับเค้าบ้าง คือมีความไม่ธรรมดาตามที่เราบอกไปจริงๆ

โดยรวมแล้ววัสดุภายนอกส่วนใหญ่ของโปรเจคนี้จะใช้กระเบื้องเป็นหลักเพื่อที่จะสร้างลูกเล่นไปกับแสงธรรมชาติ ในขณะที่ร้านค้าภายในแต่ละร้านก็มีความต้องการแสงที่ไม่เหมือนกัน ใน่สวนของ lobby อาคาร และ café การเคลือบเงาทั้งหมดนั้นทำให้บรรยากาศภายในและภายนอกของอาคารดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ขัดสายตา คือดูเนียนตากันไปกับบรรยากาศริมถนน มองแล้วไม่มีสะดุด

ทีมสถาปนิกบอกกับทางเราว่าพวกเค้าออกแบบที่นี่มาเพื่อสร้างความแตกต่าง ทั้งในเชิงของรูปแบบและสีสันของอาคารที่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและแสงธรรมชาติ อีกอย่างที่สำคัญก็คือมุมมองของแต่ละคนว่ามองมาทางไหน เพราะสีที่เห็นก็แน่นอนแหละว่าจะแตกต่างกันไปในแต่ละมุมมอง ผลงานที่ออกมาแม้ว่าจะมีข้อจำกัดมาจากทางการ แต่ในฐานะที่เป็นสถาปนิก การตีโจทย์และหาวิธีการออกแบบที่ลงตัวและตอบโจทย์ที่สุดจึงเป็นหน้าที่ของเรา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสีที่ไม่สามารถเล่นสีที่สดๆ หรือฉูดฉาดตรงๆ ได้ หรือรูปทรงที่ยังต้องมีความกลมกลืนกับบริเวณโดยรอบ

นี่ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่ง case ที่ถูกตีวงด้วยข้อจำกัดที่ค่อนข้างชัดเจน แต่ด้วยฝีไม้ลายมือของทางทีมสถาปนิก ผลงานที่ออกมาจึงเป็นที่น่าประทับใจกันอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว การปรับตัวและตีโจทย์ให้เข้ากับบริบทได้อย่างตรงจุดจึงมีความสำคัญต่อการออกแบบเป็นอย่างมาก

SOURCE
https://www.designboom.com/architecture/mvrdv-beijing-kwg-m-cube-iridescent-tiles-10-17-18/

Comments