Naoto Fukasawa | เจ้าพ่อ MUJI กับ ปรัชญาอยู่อย่าง ‘ธรรมดา’ ให้เป็น ‘ธรรมชาติ’

21885
{RAVEN SPECIAL. famous peeps}
นักออกแบบผู้มีพลัง(จาก)ภายใน…
ความธรรมดาที่ไม่เหมือนใคร หรือ ความแปลกที่ไม่มีใครเหมือน?
นักออกแบบผู้มี พรสวรรค์ หรือ พรแสวง?
คิดมาก หรือ ไม่ได้คิด?
อะไรคือกุญแจสำคัญของนักออกแบบผู้นี้?

Naoto Fukasawa | นาโอโตะ ฟูคาซาว่า

นักออกแบบที่ทำให้เรารู้ว่า… การมีชื่อเสียงก้องโลกได้ คุณไม่จำเป็นต้องสร้างผลงานที่คน ‘มองแล้วชอบ’ แค่สร้างผลงานที่คน ‘ใช้แล้วรัก’ ก็พอแล้ว

“การออกแบบ ก็เหมือนการทำซุปนั่นแหละ”

– Naoto Fukasawa –

อะไรคือสิ่งที่สร้างตัวตนของสถาปนิกผู้นี้ ?

ชีวิตส่วนตัว:

  • เกิดเมื่อปี 1956 (ไม่ระบุวันที่และเดือนที่แน่ชัด) ที่ Yamanachi ในเขต Chūbu ที่อยู่ตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น (ปัจจุบันอายุ 62 ปี)
  • พ่อของ Naoto เป็นช่างไฟฟ้า บ้านในวัยเด็กของเขาเต็มไปด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้ามากมาย และมันก็เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นในวัยเด็กของเขา ซึ่งแน่นอนว่ามันได้จุดประกายให้เด็กชายตัวเล็กๆ ฝันที่อยากจะเป็นนักออกแบบ
  • ตอน 10 ขวบ Naoto รู้จักกับความสวยงามในการออกแบบ จากการเห็นรถยนต์ Porche เป็นครั้งแรก
  • จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Tama Art University คณะออกแบบผลิตภัณฑ์ สาขาศิลปะและการออกแบบ 3D ในปี 1980
  • บริษัทแรกในชีวิตการทำงานของ Naoto Fukasawa คือ Seiko-Epson หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตปรินเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • ปี 1989 – 1996 เขาออกเดินทางไปหาแรงบันดาลใจที่ดินแดนแห่งเสรี ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมา มันมากกว่าแรงบันดาลใจ แต่เป็นแนวคิด และชีวิตทั้งชีวิตในฐานะนักออกแบบ
  • Naoto Fukasawa เป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (industrial design) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ‘ไอดี’ เขาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ในวงการ
  • สิ่งที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับเขา คือ การเป็นผู้นำทางด้านความคิดและปรัชญาการออกแบบที่ผูกพันกับการดำรงชีวิต
 

เพราะ ‘ป่วย’ จึงเป็นนักออกแบบ…

ในตอนนั้น เด็กชาย Naoto Fukasawa ไม่ใช่เด็กที่มีสุขภาพดีเท่าไหร่นัก จนทำให้เขาต้องขาดเรียนอยู่บ่อยครั้ง แต่ทว่าสิ่งที่ Naoto ทำทุกครั้งที่เขาป่วยอยู่บ้าน คือ การหมกมุ่นอยู่กับการวาดรูปและระบายสี ซึ่งเขาก็ทำมันออกมาได้ดีเลยทีเดียว แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีนักในตอนนั้น แต่ Naoto ก็มั่นใจว่ามันได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในชีวิตเขา เพราะประสบการณ์และอาการป่วยในวัยเด็กทำให้เขาได้เป็นนักออกแบบหรือศิลปิน แม้ว่ามันอาจจะฟังดูแปลกๆ สำหรับเด็ก แต่ถ้ามีใครมาถาม Naoto ว่าโตมาอยากเป็นอะไร? เขาจะตอบทันทีว่า ‘ประติมากร พ่อครัว และศิลปิน’ นอกจากการขีดเขียนแล้ว Naoto ยังรักในการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เป็นงานอดิเรก ซึ่งใครเลยจะเชื่อว่าสิ่งที่จุดประกายและปลุกความฝันการเป็นนักออกแบบของเด็กชายผู้นี้ คือ เทปกาวสีเทาโง่ๆ ในวัยเด็ก Naoto เห็นความสวยงามจากสิ่งที่แสนจะธรรมดาอย่างเทปพันสายไฟที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้น เขาพยายามที่จะนำมันกลับมาม้วนให้มีขอบที่เท่ากัน แต่มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะม้วนเทปที่ถูกใช้แล้ว กลับมาให้สวยงามตามเดิม ความรู้สึกนี้เองที่ทำให้เด็กชายตัวเล็กๆ มีความฝันที่ยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้  

ชีวิตไร้ปาฏิหาริย์ : โลกทั้งใบเปลี่ยนไป เพราะ ‘พรวิเศษ’ ที่ ‘แสนธรรมดา’

หลายคนอาจเชื่อว่าปาฏิหาริย์หรือการมีพรสวรรค์พิเศษจะเป็นตัวเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น แต่สำหรับ Naoto Fukasawa หลายครั้งที่จุดเปลี่ยนของชีวิตเขาเกิดจากการสังเกตสิ่งเล็กๆ รอบตัว จนเรียกได้ว่ามันเป็นเหมือนพรวิเศษที่แสนจะธรรมดา และกลายเป็นสิ่งที่กำหนดชะตาชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่ Naoto เป็นคนชอบหยิบจับของที่บ้านมาประดิษฐ์ตลอดเวลาตั้งแต่เด็ก ทำให้พ่อของเขาวางใจว่า Naoto จะมาสานต่อธุรกิจอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่บ้านอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งตัว Naoto เองก็คิดเช่นนั้น กระทั่งวันหนึ่งเขาไปเจอหนังสือแนะแนวการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยและอาชีพในอนาคต นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาพบกับตัวเองในอนาคต – นักออกแบบผลิตภัณฑ์ ในวันเดียวกันนั้นเอง Naoto ในวัย 18 ปี ก็ได้กลับบ้านมาบอกพ่อแม่ว่า เขาได้ตัดสินใจที่จะไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยศิลปะ สำหรับเขาแล้วนักออกแบบผลิตภัณฑ์ คือ ผู้สร้างความสุขให้กับคนมากมายจากชิ้นงานที่พวกเขาออกแบบ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘นักออกแบบความสุข’ นั่นเอง “ผมคิดว่ามันโคตรมีความสุข เพราะแทบทุกๆ วัน เราคิดที่จะออกแบบและสรรสร้างผลงานมากมาย ถึงแม้ว่าคนอื่นอาจมองเราว่า ทำไมพวกคุณขะมักเขม้นและจดจ่ออยู่กับการขีดเขียนหรือการสร้างสิ่งเดิมๆ ในทุกๆ วัน พี่ชายผมเองก็พูดว่า ‘มันเป็นธรรมชาติของผมไปแล้ว’ ซึ่งบางคนอาจจะยังมองว่ามันประหลาดอยู่” ปัจจุบันพี่ชายของ Naoto กลายเป็นแฟนตัวยงของผลิตภัณฑ์ที่เขาออกแบบอย่างแบรนด์ Muji  

การเดินทางเปลี่ยนชีวิต? : แรงบันดาลใจไกลบ้าน… ขุมพลังของ Naoto Fukasawa

ว่ากันว่าเหตุผลที่ทำให้คนเราเดินทางไปไกลบ้านมีอยู่เพียงไม่กี่ข้อ มันอาจจะเกิดจากความคาดหวังหรือ ผิดหวังเท่านั้นเอง… หลังจากทำงานให้กับ Seiko-Epson ได้ระยะหนึ่ง ในปี 1989 เขาตัดสินใจออกเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ทำงานให้กับบริษัท ID two ใน San francisco ที่ในตอนนั้นบริษัทเป็นยังเป็นบริษัทเล็กๆ ที่มีพนักงานอยู่เพียง 15 คนเท่านั้น ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อเป็น IDEO ในเวลาต่อมา และปัจจุบันมีพนักงานถึง 450 คน ใน San francisco, Palo alto, Boston, Chicaco, London และ Munich ต่อมาในปี 1996 เขาได้เดินทางกลับบ้านเพื่อช่วยเปิด IDEO ในประเทศญี่ปุ่น ด้วยทีมนักออกแบบจำนวน 8 คน ที่คอยตลาดญี่ปุ่นเป็นหลัก นอกจากชื่อเสียงและความก้าวหน้าที่ได้ ประสบการณ์จากการทำงานให้กับ IDEO ยังทำให้เขาได้มีโอกาสเปิดโลกกว้าง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้คนมากมายจากต่างแดนอีกด้วย นอกจากการเดินทางครั้งนี้จะมอบความสำเร็จที่จับต้องได้ให้กับ Naoto แล้ว มันยังได้มอบพลังวิเศษและของขวัญเล็กๆ น้อยให้เขาติดไม้ติดมือกลับมาที่ญี่ปุ่นด้วย นั่นคือ แนวคิดและแรงบันดาลใจที่เปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตของเขา Naoto เล่าว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่ California ทำให้เขาได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่แปลกออกไปจากญี่ปุ่น ทั้งสภาพแวดล้อมและผู้คน (แม้แต่พวกนักธุรกิจที่ดูเคร่งขรึม) ต่างก็ดูมีไลฟ์สไตล์แบบชิลๆ สบายๆ พวกเขาไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งตัวเองด้วยเครื่องแต่งกายอย่างการใส่สูทและผูกเนคไทตลอดเวลา คนส่วนมากสวมใส่เพียงแค่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะก็เพียงพอแล้ว เช่นเดียวกับการออกแบบเราไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดในการออกแบบสิ่งต่างๆ มากมายขนาดนั้น เพราะในความเป็นจริงชีวิตมันช่างเรียบง่าย ในบริเวณท่าเรือ San francisco ที่นั่นทุกคนดูมีความสุขมาก นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ Naoto คิดได้ว่าหัวใจของการออกแบบคือการช่วยผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตแสนวุ่นวายในเมืองใหญ่ มีชีวิตที่ง่ายขึ้นจากการออกแบบ เขาเรียนรู้ว่าอะไรที่ทำให้ผู้คนมีความสุข ไม่ใช่ในฐานะนักออกแบบซะทีเดียว แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่เข้าใจโลก และต้องการสรรสร้างงานออกแบบที่ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเข้าใจในความสุขของมนุษย์อย่างถ่องแท้

Naoto เสพติด ธรรมชาติ

แม้ว่า Naoto จะไม่ใช่สถาปนิกหรือนักออกแบบที่มีปัญหามากมายรุ้มเร้าในชีวิต จนทำให้ต้องเป็นคนปากกัดตีนถีบอย่างหลายคนในวงการ แต่เขาก็มีแนวคิดและใช้ชีวิตอย่างติดดินราวกับว่าคุ้นชินกับมันมาก่อน สำหรับเขาแล้ว ชีวิตของมนุษย์ควรเริ่มจากศูนย์ ซึ่งวิถีชีวิตที่ California กลายเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตของ Naoto ไปโดยปริยาย ชีวิตในที่นี้ไม่ใช่แค่อาชีพการงาน แต่ยังรวมถึงความเป็นตัวตนของเขาด้วย หลังจากกลับมาที่ญี่ปุ่น Naoto บอกกับตัวเองว่าเขาอยากมีชีวิตติดธรรมชาติแบบที่ California เขาจึงหาสถานที่ที่ไม่มีน้ำประปาและไฟฟ้า และสร้างกระท่อมเล็กๆ จากสองมือเปล่าโดยอาศัยเครื่องมือทั่วไปเท่านั้น ไม่มีการใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าใดๆ เพื่อใช้พักผ่อนและทำงานในวันหยุด ในความคิดของ Naoto การเรียนรู้และแรงบันดาลใจบางครั้งก็หาจากห้องเรียนไม่ได้ ทำให้เขาเรียนรู้มันด้วยตัวเองจากการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เพียงแค่หาเวลามองฟ้าและต้นไม้เท่านั้นก็พอ ธรรมชาติสอนให้เขารู้ว่า การ ‘ไม่’ เพ่งความสนใจไปที่ร่างกาย วัตถุ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไป จะช่วยให้เราเข้าใจบรรยากาศและความเป็นไปของสภาพแวดล้อมทั้งหมดของมันอย่างชัดเจน วิถีชีวิตที่นั่นมีอิทธิพลอย่างมากกับความรู้สึกนึกคิดของ Naoto เขาพบว่า สิ่งสำคัญคือเขาไม่ควรให้ความสนใจกับวัตถุใดวัตถุหนึ่งมากกว่าสภาพแวดล้อมของมัน ด้วยวิธีคิดนี้เขาไม่เพียงแต่สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างความสะดวกสบาย แต่เขายังสามารถสร้างความสุขให้กับผู้คน ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและน่าสนใจ นั่นถึงจะเป็นความสุขจากการออกแบบที่แท้จริง  

เส้นทางสู่อาชีพ ‘นักออกแบบความสุข’

แม้ว่าหนทางสู่อาชีพนักออกแบบของ Naoto จะไม่ได้ขรุขระอย่างใครๆ แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มันกลับถูกโรยด้วยความมานะพากเพียรและความรัก ที่เขามีต่องานออกแบบ จนทำให้ Naoto Fukasawa เป็นหนึ่งในนักออกแบบที่มากความสามารถและมีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก… หลังจากทำงานให้กับ IDEO สาขาประเทศญี่ปุ่นอยู่ราวๆ 7 ปี Naoto ได้ก่อตั้งบริษัทของตนเองในชื่อ ‘Naoto Fukasawa Design’ ขึ้นที่ Tokyo ในปี 2003 ซึ่งมีผลงานช่วงแรกๆ เป็นโทรศัพท์มือถือ  INFOBAR นอกจากนี้เขายังก่อตั้งแบรนด์ ±0 (Plus Minus Zero) บริษัทออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและของใช้ในบ้าน ด้วยการร่วมมือกับบริษัทของเล่น Takara co., ltd. และสำนักพิมพ์ Diamonds co., ltd. คอลเลกชั่นเริ่มแรกประกอบด้วยเครื่องใช้ในบ้านหลายประเภท เช่น เครื่องทำความชื้น หน้าจอ LCD เครื่องเล็ก CD ไฟฉาย พรม เครื่องชงกาแฟ โทรศัพท์ เครื่องปิ้งขนมปัง และอื่นๆ ซึ่งแนวคิดหลักในการออกแบบของ ±0 คือ “ไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย จนเกินไป” ผลงานบางชิ้นได้รับรางวัลออกแบบ รวมถึงได้รับคัดเลือกให้ไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ด้านการออกแบบและศิลปะหลายแห่งทั่วโลก หากใครสนใจก็สามารถเข้าไปชมสินค้าของ ±0 ได้ที่ร้านในกรุงโตเกียว Naoto ดำรงตำแหน่งบอร์ดที่ปรึกษาในฐานะ Creative Director ของแบรนด์ชั้นนำอย่าง MUJI ที่เรารู้จักกันดี รวมถึงยังเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยศิลปะและการออกแบบหลายแห่งในญี่ปุ่น ได้แก่ Musashino Art University, Tama Art University และ Tokyo University Graduate School ตลอดระยะเวลาการทำงานเขาได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมามากกว่า 50 รางวัล ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา Naoto ทำงานด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับแบรนด์และบริษัทที่มีชื่อเสียงทั่วโลก ซึ่งความพยายามก็ส่งผลให้เขาชนะรางวัลต่างๆ มากมาย ซึ่งนอกจากออกแบบผลิตภัณฑ์แล้ว เขายังร่วมกับ Magis (ภาษาละตินแปลว่า มากกว่า หรือ ใหญ่กว่า) บริษัทเฟอร์นิเจอร์สัญชาติอิตาเลียน ที่รวมเอาดีไซน์เนอร์ชั้นนำจากทั่วโลกมารวมกัน Naoto ได้ผลิตคอลเลคชั่นเฟอร์นิเจอร์ใช้ในบ้านที่มีชื่อว่า ‘Déjá-vu’ ซึ่งใช้วัสดุหลักเป็นอะลูมิเนียม “เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เรายังนั่งดูทีวีที่มีรูปทรงเป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่บ้าน แต่มาตอนนี้ทีวีมีความหนาเพียงแค่ไม่กี่มิลลิเมตรเท่านั้น หรือดูอย่างแอร์ ที่ขนาดและรูปทรงเมื่อก่อนกับตอนนี้ก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในฐานะนักออกแบบ สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องคิดเกี่ยวกับแอร์ คือ คุณภาพของอากาศที่ออกมา” ถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คือ ความสวยงามของการออกแบบมาจากประโยชน์การใช้งานและสภาพแวดล้อม ผลงานออกแบบทุกชิ้นของ Naoto จะคำนึงถึงความสุขของผู้ใช้เหนือสิ่งอื่นใด รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.naotofukasawa.com/ https://www.plusminuszero.jp/  

ความสัมพันธ์ระหว่าง Naoto และ Muji (ที่รัก)?

อะไรคือความหมายของชีวิต? แล้วอะไรคือแก่นแท้ของความต้องการ? Naoto เป็นหนึ่งในนักออกแบบจำนวนไม่มากที่ตั้งคำถามนี้ และพยายามทำทุกวิถีทางในการหาคำตอบ เขาค้นพบว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีเพียงน้อยนิด นั่นเป็นจุดกำเนิดของแนวคิด Minimal ของเขา ความสวยงามในผลงานออกแบบทุกชิ้นของ Naoto Fukasawa คือ ความธรรมดา เรียบง่าย และเป็นธรรมชาติ แต่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้อย่างที่สุด แน่นอนว่าสำหรับชาว Minimalist อย่างเขาแล้ว การได้พบเจอและร่วมงานกับคนที่มีแนวคิดเหมือนกัน จึงเหมือนกับการพบรักแท้ จนเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่แสนลงตัว แบรนด์ Muji (มูจิ) มีชื่อเต็มว่า Mujirushi Ryohin (มูจิรุชิ เรียวฮิน) ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ‘ไม่มีแบรนด์ (no brand)’ การตั้งช่ือเช่นนี้เป็นเพราะ Muji ต้องการสื่อถึงนัยยะและคุณค่าที่แฝงอยู่ในสินค้ามากกว่าตัวแบรนด์ ที่ถูกปรุงแต่งและสร้างขึ้นโดยไม่เกี่ยวอะไรกับประโยชน์ของสินค้านั้นๆ เลย Naoto เล่าว่า “ผมได้จัด workshop ให้กับนักแบบแบบรุ่นใหม่ ซึ่งมีชื่อว่า ‘without thought, without thinking’ หรือ การไม่ต้องคิด ผมต้องการจะบอกกับพวกเขาว่าเวลาคนเราใช้ของ พวกเขาไม่ได้คิดอะไรเลย และผลงานชิ้นแรกที่ผมนำแนวคิดนี้มาใช้คือ เครื่องเล่นซีดี ที่ติดไปกับผนัง…” จากความตั้งใจแรกที่เป็นเพียงการทดลองแนวคิด Naoto คิดได้ว่ามันคงจะดีไม่น้อย หากเครื่องเล่นซีดีที่เขาออกแบบถูกผลิตขึ้นมาจริงๆ ซึ่งมันจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากแบรนด์ผลิตภัณฑ์อย่าง Muji ทันทีที่เขานำมันไปเสนอให้กับ Masaaki Kanai หัวหน้าแผนกสินค้า (ปัจจุบันเป็นประธานบริษัท Muji) เขาตอบตกลงในทันที หลังจากนั้นมา Naoto ก็ทำงานร่วมกับ Muji ในฐานะพันธมิตร ทั้งในการออกแบบสินค้า และการสร้างแนวคิดที่เป็นปรัชญาของแบรนด์ ถ้าจะให้เปรียบเป็นความรักบอกได้เลยว่า Naoto และ Muji มีความสัมพันธ์กันชนิดที่ว่าอินเลิฟกันแบบสุดๆ  

ความเชื่อ กับ ชีวิตการทำงาน:

  • การออกแบบสิ่งหนึ่ง ที่ไม่ได้คิดถึงแต่เพียงสิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับความกลมกลืนซึ่งกันและกันของทุกๆ สิ่งบนโลกใบนี้
  • Naoto ออกแบบสิ่งของใกล้ตัว ที่เขามักจะพูดถึงบ่อยๆ ว่า ‘close to body’ เขาคิดว่าการออกแบบหรือดีไซน์ ควรเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ของมนุษย์ รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับที่มาของสิ่งของนั้นๆ มีความสำคัญพอๆ กับการออกแบบขั้นสุดท้าย
  • พรวิเศษของ Naoto คือ สิ่งที่โคตรธรรมดาสามัญ และ พลังแห่งการสังเกต
  • เขาเชื่อในการ ”ออกแบบสิ่งที่จำเป็น”  ซึ่งนักออกแบบควรสรรสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่ยังขาดหาย และควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น ไม่ใช่เอาแต่หาองค์ประกอบอื่นๆ มาเพิ่มในงานออกแบบจนล้นเกินความจำเป็น แต่ควรรักษาการใช้งานเรียบง่ายแบบเดิม ในขณะที่เพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น
  • การใส่องค์ประกอบที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์ เพียงเพื่อแสดงตัวตนของนักออกแบบ คือ เนื้อร้ายสำหรับหัวใจของการออกแบบ ซึ่งมันจะทำให้การออกแบบดูแย่ลง
  • เขาเชื่อว่า “การไม่ต้องคิด” (Without Thought) จะช่วยค้นหาคำใบ้ที่ซ่อนตัวอยู่ในพฤติกรรมอันเป็นจิตใต้สำนึกของมนุษย์ การเข้าถึงแก่นสารและคุณค่าแท้จริงของสิ่งต่างๆ ผ่านการออกแบบ ที่เขาเชื่อว่าคนเราไม่ควรต้องใช้ความคิดเกี่ยวกับวัตถุที่ตนใช้งานอยู่ งานออกแบบที่ดีควรผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งแวดล้อม โดยทิ้งให้คนใช้สัญชาตญาณของตนค้นพบวิธีการใช้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยปราศจากการปรุงแต่งที่ไร้ประโยชน์
  • “ตอนคนใช้ของ พวกเขาไม่ได้คิดอะไรเลย” นอกเสียจากประโยชน์จากการใช้งาน จุดประสงค์ของการออกแบบที่หลายคนเข้าใจ คือ การสร้างความสวยงามทางสายตา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์หรือสิ่งของเป็นที่ดึงดูดและถูกใจผู้ใช้ แต่สำหรับ Naoto เขาคิดว่า ความสวยงามที่แท้จริงของการออกแบบนั้นสัมผัสได้ด้วยใจ… คนอาจจะชอบเพราะรูปลักษณ์ แต่คนจะรักเพราะการใช้งาน
  • Naoto เชื่อเหลือเกินว่า “การออกแบบที่ดีที่สุด คือ การทำให้มันละลายเข้าสู่พฤติกรรมของมนุษย์”
 

HIGHLIGHT ผลงาน:

  • CD player / muji
  • Muji Hut
  • Déjà-vu / Magis
  • ±0 (Plus Minus Zero)
  • Infobar / auKDDI
  • Neon / auKDDI
  • Twelve / issey miyake
  • Muji watch
  • Packaging Design
 
  • Product Design
SOURCE https://collection.cooperhewitt.org/people/51584871/bio https://www.stylepark.com/en/designer/naoto-fukasawa http://www.naotofukasawa.com/BIOGRAPHY/biography_home_e.html https://www.alessi.com/gr_en/designers/from-c-to-f/naoto-fukasawa.html http://www.metropolismag.com/design/qa-naoto-fukasawa/ https://assembly.arksf.com/podcast/design-in-mind-naoto-fukasawa http://www.tcdc.or.th/articles/design_creativity/14790/#Design-Icon-%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%B0-%E0%B8%9F%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2-Naoto-Fukasawa- https://dsignsomething.com/2015/06/09/naoto-fukasawa-%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/ https://www.muji.com/th/compactlife/column002.html

Comments