ทำไมลูกบอลต้องมีสีขาวดำ? จุดเริ่มต้น ของ ‘ลูกบอล’ ที่ดังที่สุดในโลก

365
เวลาพูดถึงลูกบอล เราคนไทยก็มักจะนึกถึง “ลูกฟุตบอล” ที่ใช้ในกีฬาฟุตบอลกันใช่ไหมครับ เพราะเราเรียกลูกบอลที่ใช้ในกีฬาอื่นๆ ตามชื่อของกีฬานั้นๆ เลย (“ลูกบาส” “ลูกวอลเล่ย์”) และถ้าลองเดินไปหาคนไทยสัก 10 คนให้ลองวาดรูปลูกบอลในความคิดของพวกเขา ผมคิดว่าน่าจะเกิดครึ่งที่ต้องวาดลูกบอลแบบที่มีตราเหลี่ยมสลับสีดำและขาว

เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น? วันนี้เราจะพาไปหาต้นกำเนิดของรูปทรงดังกล่าวกัน ถ้าจะต้องเล่าให้ฟังถึงประวัติของลูกฟุตบอลของยุคใหม่ ก็ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า เมื่อจัดฟุตบอลโลกครั้งแรกนั้น มีการถกเถียงกันมากมายว่าควรจะใช้ลูกบอลแบบไหนดี จนกระทั่ง FIFA ต้องเข้ามาไกล่เกลี่ยและทำให้นัดชิงชนะเลิศนั้นต้องใช้ฟุตบอลถึงสองแบบด้วยกัน นั่นคือครึ่งแรกใช้ “Tiento” แบบที่อาร์เจนติน่าต้องการ ส่วนอุรุกวัยก็จะใช้ “T-model” ในครึ่งหลังตามที่ตัวเองต้องการ

หลังจากนั้นอีกหลายสิบปีต่อ รูปแบบของลูกฟุตบอลก็ถูกสลับกันใช้ไปมาในแต่ละการแข่งขัน โดยที่คนคุ้นเคยกันมากที่สุดอาจจะเป็นลูกบอลหนังที่คาดเป็นเส้น ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดก่อนที่ลูกบอล Telstar จะถูกนำมาใช้เพราะเริ่มมีการรับชมกีฬาทางผ่านโทรทัศน์มากขึ้น ในยุค 1970’s สหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนจากหน้าจอสีขาวดำมาเป็นแบบสี อย่างไรก็ตาม โทรทัศน์ตามบ้านยังคงเป็นหน้าจอขาวดำ ดังนั้น ลูกบอลที่มีการดีไซน์ทรงห้าเหลี่ยมสีดำสลับกับหกเหลี่ยมสีขาวที่พัฒนามาจากสีพื้นทั้งลูกแบบเดิมจึงเริ่มได้รับความนิยม เพราะรูปทรงนี้ทำให้เห็นรูปทรงลูกฟุตบอลและการเคลื่อนไหวชัดขึ้นทั้งในสนามและบนจอ ความนิยมนี้ทำให้ลูกบอลแบบนี้ได้ขึ้นไปอยู่บนโลโก้ของงานฟุตบอลโลกปี 1968 ที่เม็กซิโกอย่างโดดเด่น โดยผู้ออกแบบ Lance Wyman ตั้งใจให้รูปลักษณ์ที่มีความขรึมขลังของมันตัดแบบกับพื้นหลังสีสว่างอย่างได้ผล Telstar ได้รับการออกแบบโดยอดิดาส โดยการใช้รูปทรงเรขาคณิตแบบกรวยตัดประสานกัน ระหว่างทรงห้าเหลี่ยมสีดำ 12 แผ่นสลับกับหกเหลี่ยมสีขาว 20 แผ่น (รวมทั้งหมด 32 แผ่น) และมันก็ได้กลายเป็นการดีไซน์ลูกฟุตบอลที่มีคนจดจำได้มากที่สุดในโลก จากความสำเร็จดังกล่าวนี่เอง อาดิดาสจึงได้รับสัมปทานให้เป็นผู้ออกแบบฟุตบอลที่จะใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลกทุกครั้งนับตั้งแต่นั้นมา ถึงแม้พวกเขาจะเริ่มเปลี่ยนการดีไซน์ไปบ้าง แต่ไอเดียเรื่องการเอาสีสันที่ตัดกันยังคงถูกนำมาใช้บ่อยครั้งเพื่อช่วยให้ผู้เล่นและผู้ชมสามารถเห็นการเคลื่อนไหวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ถึงตรงนี้ มีหลายแหล่งข่าวที่บอกว่าเป็นดีไซน์ดังกล่าวนั้นมาจาก จากสถาปนิกชาวอเมริกัน Richard Buckminster ซึ่งถึงแม้การใช้รูปทรงเรขาคณิต Geodesic Domes ของเขาจะโด่งดังมากและมีรูปทรงคล้ายลูกบอลแบบนี้มาก ก็ไม่เคยมีหลักฐานชี้ว่าสถาปนิกชื่อดังจะเคยเข้ามามีส่วนร่วมกับการออกแบบลูกฟุตบอล อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือชื่อ เพราะลูกบอลนี้นำชื่อมาจากดาวเทียม Telstar ของรัสเซีย ซึ่งไม่เพียงแต่มีรูปทรงคล้ายกับลูกบอลเท่านั้น แต่ยังเป็นดาวเทียมที่ใช้ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันในครั้งนั้นอีกด้วย (โอ้โห ตั้งชื่อได้ละเอียดมาก) สีสัน รูปทรง ชื่อ ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวที่ทำให้ Telstar แตกต่างจากลูกบอลแบบอื่นๆ ลูกบอลแบบเก่านั้นทำจากกระเพาะของสัตว์ ซึ่งทำให้ใช้ไปสักพักก็พัง นอกจากนี้ ยังมีลูกบอลบางประเภทใส่จุกเอาไว้เพื่อคงรูปทรง ทำให้การเล่นลูกบอลเวลาฝนตก โดยเฉพาะการเล่นด้วยหัว ถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก การใช้ยางที่ผ่านกระบวนการเคมีที่ทำให้ลูกฟุตบอลมีน้ำหนักมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งวัตถุอื่น นอกจากนี้ยังมีการใช้ความร้อนช่วยให้ลูกบอลมีความกลมมนและเล่นด้วยได้ง่ายมากขึ้น ในปัจจุบัน มีการออกแบบลูกบอลที่แตกต่างกันออกไปตามการแข่งขันและประเภทของสนาม เช่นแบบที่ใช้ในการฝึก การแข่งขันแบบมืออาชีพ ชายหาด ถนน และสนามในร่ม โดยไอเดียที่ว่าอุปกรณ์ที่ใช้ควรต้องมีมาตรฐานใกล้เคียงกันที่กีฬาอื่นๆ มีกันนั้น กลับไม่มีในฟุตบอล แต่ถึงอย่างนั้น Telstar ก็ยังคงเป็นประเภทและรูปทรงของลูกบอลที่มีคนจำได้มากที่สุด ในการแข่งขันฟุตบอลโลกที่พึ่งผ่านไปล่าสุดนั้น ลูกฟุตบอลที่ใช้ชื่อว่า Telstar 18 ได้ถูกนำมาใช้ มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยถ้าเทียบกับรุ่นพี่ของมันที่เผยโฉมในปี 1970 โดยมีเพียง 6 แผ่น (จากเดิม 32 แผ่น) และใช้กาวติดแทนที่การเย็บ การออกแบบถือว่ามีความโดดเด่นจากลูกบอลในยุคหลัง แต่การใช้รายละเอียดยิบย่อยมากมายที่ดูดีเมื่อเห็นใกล้ๆ นั้น อาจจะทำให้การประยุกต์ไปใช้ในการออกแบบอื่นๆ (โลโก้, รูปทรง) นั้นคงทำได้ยาก และน่าจะยังไม่มีใครลืมลูกฟุตบอลที่ถูกออกแบบอย่างเรียบง่ายด้วยการใช้เพียงสีขาวสลับดำไปในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน

SOURCE: https://99percentinvisible.org/article/turning-point-the-original-goal-of-soccers-iconic-black-and-white-ball-design/

https://killspencer.com/products/soccer-ball

Comments