5 บทเรียน จาก Norman Foster สถาปนิกชื่อก้องโลกในวัย 83ปี

578

หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวินในฐานะที่ทำคุณประโยชน์ต่อวงการสถาปัตยกรรม ในปี 1990 ชนะรางวัล Pritzker Prize ในปี 1999 ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางในปีเดียวกัน เราจึงกล้าพูดได้ว่า Norman Foster น่าจะเป็นสถาปินิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยของเรา โดยงานของเขาส่งผลแก่วิถีชีวิตของเมืองทั่วโลกมาช้านาน และถึงแม้จะมีอายุ 83 ปีแล้ว Foster ก็ยังคงให้คำบรรยายแก่นักศึกษาสถาปัตยกรรมหน้าใหม่และผู้ที่สนใจอยู่เสมอ

ไม่นานมานี้ เขาได้แสดงปาฐกถาเกี่ยวกับการเติบโตของการวางผังเมืองในอนาคต ซึ่งเป็นผู้พูดคนที่ 7 ในซีรี่ส์ Architecture On Stage ซึ่งเป็นการเมืองกันระหว่าง The Architecture Foundation และโรงละคร Barbican ซึ่งเป็นที่จัดนั่นเอง เนื้อหาส่วนใหญ่ที่พูดคือความอลังการและการทำนาย ซึ่งใกล้เคียงกับวิธีการที่ Foster ใช้อยู่ตลอดในผลงานของเขา แต่ทว่า สิ่งที่ Foster คิดว่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่เขาคาดว่าจะเจอต่างหาก ที่เราคิดว่าน่าสนใจและเป็นการช่วยให้เราได้ทำความเข้าใจกับแนวคิดของอัจฉริยะคนนี้ได้ดี เราจึงถอดบทเรียน 5 ข้อจากปาฐกถา ซึ่งคงไม่อาจยืนยันว่าจะสำเร็จได้เท่าเขา แต่อย่างน้อยก็คงช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความท้าทายที่อยู่ในวงการสถาปัตยกรรมได้ดียิ่งขึ้น

 

1. สถาปัตยกรรม เป็นมากกว่า สิ่งก่อสร้าง

การซ่อมหรือมุขหน้าอาคารหรือหลังคา ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงตัวตนของผู้ออกแบบได้ชัดเจนที่สุดนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่สิ่งที่เราจะสูญเสียไปหากมัวสนใจว่าแต่ละมุมจะออกมาหน้าตาเป็นแบบไหนเวลาถ่ายลง IG ก็คือจุดประสงค์หลักของสถาปัตยกรรม นั่นก็คือ การออกแบบพื้นที่ที่ชุมชนได้ประโยชน์ใช้สอย

Foster ให้ความสำคัญกับการสร้างบางสิ่งบางอย่างมากกว่าสิ่งปลูกสร้างบ่อยครั้งในการพูดของเขา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพื้นที่สาธารณะหรือสร้างทางเดินเท้ารอบอาคารและการสร้างทางเดินเข้าสู่อาคาร เขาบอกว่าการแยกสถาปัตยกรรมและสาธารณูปโภคออกจากกันนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้การที่ไคิดแต่เพียงว่ามันจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร แต่จดจ่อกับคำถามว่ามันจะทำงานอย่างไร สิ่งเหล่านี้ทำให้อาคารที่ถูกสร้างมีโอกาสที่จะช่วยส่งเสริมชีวิตของผู้คนที่เข้ามาใช้มัน ซึ่งเป็นหนึ่งใจปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานของเขาประสบความสำเร็จชิ้นแล้วชิ้นเล่า

 

2. การค้นคว้า คือ ทุกอย่าง

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนในการพูดของ Foster ครั้งนี้ก็คือความรอบรู้ในด้านประวัติศาสตร์และทฤษฎีต่างๆ อย่างลึกซึ้งที่เจ้าตัวแสดงออกมาอย่างต่อเนื่อง  ถึงแม้ฟังดูไม่น่าแปลกใจ เพราะคนที่ทำงานระดับแนวหน้ามากว่า 50 ปี ก็ควรจะมีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น การที่เขาสามารถชี้ข้อแตกต่างเฉพาะ ของหลากหลายโครงการที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ในเกือบทุกระดับของการทำงานได้อย่างแม่นยำนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องบอกว่าน่าประทับใจมากจริงๆ

โดยนอกจากความรู้ที่อยู่ในหนังสือเรียนทั่วไปแล้ว Foster ยังได้แรงบันดาลใจมาจากงานที่ก้าวไปไกลกว่ายุคสมัยของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เมืองลอยฟ้าของ Georgii Krutikov และโครงการที่อยู่อาศัยในอวกาศ Stanford Torus ของ NASA ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเรียกข้อมูลเชิงลึกที่รอบด้านอย่างมากในสำนักงานของเขา นอกจากนี้เขายังชอบพูดถึงการวิจัยขั้นต้นของแต่ละโครงการก่อนด้วย ไม่ว่าจะเป็นโมเดลต้นแบบหรือพิมพ์เขียวไปจนถึงการศึกษาชีวิตเมืองใน Favelas ซึ่งเป็นสิ่งที่ Foster สนใจเป็นอย่างมาก ถ้าการตัดสินใจทุกอย่างผ่านการค้นคว้าวิจัยมาเป็นอย่างดี ก็มีทางที่จะเกิดความผิดพลาดได้น้อย และช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องทำหน้างงๆ ถามในห้องประชุมอยู่ตลอดเวลาว่าแล้วทำไมต้องทำงั้นด้วยล่ะ?” อีกต่อไป

 

3. “เราต่างถูกดึงดูดไปสู่ ตัวตนของเรา

Norman Foster ขอคืนสถานะขุนนางแห่งสภาสูง หรือ House of Lords ในปี 2010 การตัดสินใจในครั้งนั้นเป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก เมื่อถูกถามว่าเขาเสียใจหรือไม่ที่จะไม่สามารถใช้สภาขุนนางเป็น Platform ที่จะพูดถึงเรื่องต่างๆ ที่เขาสนใจได้อีกต่อไปแล้ว เขาตอบเพียงว่าเราต่างถูกดึงดูดไปสู่ตัวตนของเราโดยกล่าวว่าเขาเป็นดีไซน์เนอร์มีประโยชน์กว่าการเป็นนักการเมือง ซึ่งเขารู้ว่าการทำตัวเป็นต้นแบบด้วยการลงมือทำงานให้เป็นรูปธรรม จะทำให้ผู้คนได้รับประโยชน์จากผลงานและแนวคิดของเขามากกว่าการถกเถียงอยู่ในสภาวันแล้ววันเล่า

การทำเช่นนี้ของเขาเป็นการสื่อสารที่ทรงพลังของแนวคิดดังกล่าว จริงอยู่ว่าการรอบรู้และมีทักษะหลายด้านนั้นก็ยังสำคัญ แต่ทักษะที่เราทำได้ดีจริงๆ มักจะมีอยู่เพียงไม่กี่อย่าง และการทำให้ทักษะนั้นๆ เฉียบคมขึ้นเรื่อยๆ ก็จะช่วยให้งานที่ทำอยู่สำเร็จลุล่วงไปได้ดี ในกรณีของตัว Foster เอง เขามีเวลาสร้างสนามบินอีก 7 แห่งหลังจากนั้น เขาออกแบบอาคารผู้โดยสารเก่งกว่าเถียงกับขุนนางคนอื่นๆ แน่นอน

 

4. ความกล้าหาญ สำคัญเสมอ

Norman Foster

ในหลายๆ งานของ Foster โดยเฉพาะงานยุคแรกเริ่ม มักจะผสมการทดลองบางอย่างลงไปอยู่เสมอ นอกจากนี้ เขายังชอบเอาไอเดียแปลกๆ มาแลกเปลี่ยนกับนักศึกษา เช่น การใช้โดรนฉุกเฉินบินทั่วลอนดอนแทนรถพยาบาล เป็นต้น แต่การจะกล้าหาญแหวกแนวในวงการสถาปัตย์ก็ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย เพราะมีข้อจำกัดและกฏระเบียบมากมายที่ต้องการคงไว้ซึ่งรูปแบบเดิมๆ ที่ทุกคนคุ้ยเคย แต่เป็นเพราะอย่างนั้น การทำตามไอเดียบ้าๆ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ การสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ขวางกระแสของโลกเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดมุมมองใหม่ๆ ในวงการสถาปัตยกรรม อย่างเช่นที่ George Bernard Shaw ได้กล่าวไว้ว่า

คนที่มีเหตุผลปรับตัวให้เข้ากับโลก แต่คนไร้เหตุผลจะดึงดันเพื่อให้โลกปรับเข้าตัวเข้ากับพวกเขา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมความก้าวหน้าทั้งหลายจึงขึ้นอยู่กับการ กระทำของคนบ้า

5. “ทำน้อย ให้ได้มาก

Buckminster Fuller ถือเป็นอาจารย์ของ Foster หลังจากทั้งคู่ได้ทำงานร่วมกันเป็นครั้งแรกที่ Oxford ในปี 1971 และให้ความเคารพสนิทสนมกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดย Foster จะใช้ผลงานของสถาปนิกผู้ล่วงลับชาวอเมริกันเป็นมาตรฐานในการทำงานและเป็นเป้าหมายที่เขาอยากจะให้ไปให้ถึงอีกด้วย

คำพูดอันโด่งดังของ Fuller ที่ว่าทำน้อยให้ได้มากนั้นมักจะใช้กับโครงการที่ใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและรายละเอียดปลีกย่อยๆ อื่นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่ดียิ่งขึ้น คำพูดนี้กลายเป็นจริงในงานของเขาทั้ง โดม Geodesic และ Dymaxion House อันโด่งดัง ซึ่งเน้นย้ำเรื่องความยั่งยืนและพึ่งพาทรัพยากรที่มีจำกัดน้อยลง Foster พูดถึงเรื่องนี้ที่ Bloomburg European HQ ซึ่งสรุปง่ายๆ ก็คือการทำงานให้ได้ผลลัพท์สูงสุดและเหลือเวลาสำหรับกิจกรรม อื่นๆ ในชีวิต สำหรับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

นี่เป็น 5 ข้อที่เราถอดได้จากแค่การบรรยายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่เชื่อเถอะว่า Norman Foster ไม่ได้เป็นอัศวินและขุนนางด้วยฝีมือเพียงอย่างเดียว ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในแวดวงสถาปนิกแต่อยากได้คำแนะนำในชีวิตประจำวัน แนะนำให้ตามไปที่ Instragram ของเขา นอกจากรูปสวยๆ แล้วก็ยังมีข้อคิดดีๆ ให้เราได้ติดตามอีกมากมาย

ส่วนใครที่อยากฟังบรรยายแบบเต็มๆ ติดตามได้ ที่นี่

  SOURCE: https://www.fosterandpartners.com/news/videos/norman-foster-architecture-on-stage-april-2018/?utm_medium=website&utm_source=archdaily.com

Comments