ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีแต่ ‘ผู้ชาย’ : 10 สถาปนิกหญิงผู้ถูกลืมในวงการสถาปนิก

1483
{RAVEN. etc}

หลายครั้งที่เราคิดว่า ‘มันไม่เคยมี’ หรือ ‘เราไม่เคยมอง’ ?

ถ้าให้คุณบอกรายชื่อสถาปนิกชื่อดังทั้งหมดที่คุณรู้จักมา… ในลิสต์ของคุณจะมีสถาปนิกที่เป็นผู้หญิงอยู่กี่คน? นักศึกษาสถาปัตย์และผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะ จะคิดว่าสถาปนิกผู้หญิงเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากยุค 50’s ก็คงจะไม่ใช่ความผิดของพวกเขาสักเท่าไหร่ เพราะว่าสาวๆ ในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมนั้นถูกมองข้ามมาอย่างเนิ่นนาน ถึงแม้ว่าเหล่าผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง Le Corbusier Mies Wright และ Kahn จะได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปนิกผู้หญิงไม่น้อยเช่นกัน แต่เนื่องจากโครงสร้างของสังคมนั่นเองที่ทำให้ผลงานของพวกเธอไม่โด่งดังดังเท่าที่ควร เราจึงอยากแนะนำสถาปนิกหญิงยอดฝีมือทั้ง 10 คน ที่ไม่ค่อยถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมมาฝากกัน  

อันดับที่ 1 : Sophia Hayden Bennett

เกิดที่กรุงซานติอาโกในปี 1869 โดยมีพ่อเป็นชาวชิลีและแม่เป็นชาวสหรัฐฯ โซเฟียเป็นผู้หญิงคนแรกที่จะได้รับสถาปัตยกรรมบัณฑิตจาก MIT ซึ่งเธอเรียนจบในปี 1890 แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้เป็นการการันตีว่าจะได้งานที่เธออยากทำ หลังจากหาเป็นเวลานาน โซเฟียก็รับงานสอนวาดภาพเชิงเทคนิคที่โรงเรียนมัธยม Boston จนกระทั่งหนึ่งปีผ่านไป เธอถึงได้พบกับประกาศหาสถาปนิกผู้หญิงให้ส่งผลงานเพื่อเป็นส่วนของโครงการ World Columbian Exposition อันใหญ่โตของ  Daniel Burnham ที่จัดขึ้นในชิคาโก้ สิ่งที่เธอนำไปเสนอเป็นการรวบรวมมาจากวิทยานิพนธ์ในสมัยเรียน ซึ่งก็คือการทำอาคาร 3 ชั้นแบบยุคเรเนซองค์ของอิตาลี ผลปรากฏว่าเธอเอาชนะผู้เสนอผลงานอีก 12 คน ได้อันดับหนึ่ง โดยมีอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น โดยเธอได้รับทุนไปทำงานเพียง 1,000 เหรียญดอลล่าสหรัฐฯ น้อยกว่าที่ผู้ร่วมงานผู้ชายของเธอได้เป็นสิบเท่า นอกจากนี้ ในระหว่างการก่อสร้าง โซเฟียยังต้องทนกับการจ้ำจี้จ้ำไชและข้อเสนอปรับแก้เล็กๆ น้อยๆ จากคณะกรรมการการก่อสร้างอยู่ตลอดเวลา ทำให้สถาปนิกสาวอายุน้อยเกิดความเครียดสะสมจนต้องพักเป็นระยะภายใต้การดูแลของแพทย์ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้สื่อในสมัยนั้นยิ่งตีแผ่ถึงความไม่เหมาะสมของผู้หญิงที่จะทำงานในโลกสถาปัตยกรรม เป็นเรื่องน่าเศร้าที่หลังจากจบงานนั้นแล้ว โซเฟียก็ไม่เคยได้จับงานสถาปนิกที่เธอรักอีกเลยจวบจนสิ้นชีวิต  

อันดับที่ 2 : Marion Mahony Griffin

มาเรียนไม่ได้เป็นเพียงแค่หนึ่งในกลุ่มสถาปนิกหญิงที่ได้รับใบอนุญาติกลุ่มแรกของโลก เธอยังเป็นลูกจ้างหญิงคนแรกของ Frank Lloyd Wright อีกด้วย มาเรียนเกิดในปี 1871 และจบสถาปนิกที่ MIT ในปี 1894 ก่อนที่จะทำงานกับญาติผู้ซึ่งบังเอิญอาศัยอยู่ในตึกเดียวกับสถาปนิกร่วมสมัยอีกหลายคน แน่นอนว่าไรท์ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน หลังจากเห็นแวว ไรท์ก็จ้างเธอในปี 1895 ซึ่งเธอก็ได้มีส่วนสำคัญกับการบุกเบิกการออกแบบสไตล์ Prairie อันโด่งดังของไรท์ โดยเฉพาะการร่างภาพด้วยสีน้ำที่กลายเป็นสัญลักษณ์ในงานของไรท์ไปเลย แต่ก็อย่างที่เราอาจจะคาดเดาได้จากในยุคนั้น ไรท์ไม่ได้ให้เครดิตเธอจากทั้งสองงานที่กล่าวมาเลยแม้แต่น้อย การร่วมงานของเขาทั้งสองคนจบในปี 1909 เมื่อไรท์ออกเดินทางไปยุโรป ก่อนจะไป เขาได้เสนอสตูดิโอให้กับมาเรียน และแน่นอนว่าเธอปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม เธอก็ยอมรับงานจากผู้ที่มาเช่าสตูดิโอต่อจากไรท์ โดยมีเงื่อไขว่าเธอจะต้องได้สิทธิ์ในการควบคุมกระบวนการออกแบบทั้งหมดแต่เพียงผู้เดีย เธอแต่งงานในปี 1911 กับ Walter Burley Griffin ลูกจ้างอีกคนของไรท์ ทั้งคู่ได้จัดระเบียบสไตล์และการทำงานของทั้งคู่ขึ้นมา และเพียงไม่นานก็ได้รับอนุญาติให้ออกแบบเมืองหลวงใหม่ของออสเตรเลียอย่าง Canberra  ทำให้ทั้งสองต้องย้ายไปอยู่ที่ออสเตรเลียเพื่อควบคุมการสร้างให้แล้วเสร็จ หลังจากนั้นก็ย้ายไปทำงานต่อที่อินเดียจนกระทั่งสามีของเธอเสียชีวิตในปี 1937 มาเรียนจึงได้วางมือจากงานสถาปนิกจนกระทั่งเสียชีวิตอย่างสงบในปี 1961  

อันดับที่ 3 : Eileen Gray

ไอลีนเกิดในครอบครัวชนชั้นสูงที่มั่นคั่งใน Enniscorthy ประเทศ Ireland ในปี 1878 หลังจากเรียนด้านศิลปะในลอนดอน เธอย้ายไปปารีสในปี 1902 เพื่อศึกษาต่อ โดยได้เอาความรู้เรื่องการเคลือบเงาที่เรียนที่ Soho ในอังกฤษ ไปเปิดสตูดิโอร่วมกับช่างชาวญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Seizo Sugawara เพื่อขัดเกลาทักษะให้ดียิ่งขึ้นไปอีก จากนั้น เธอก็โด่งดังขึ้นขึ้นจากผลิตภัณฑ์เคลือบเงาของตัวเองจนได้ทุนจากผู้ที่ร่ำรวยให้เป็นผู้ดูแลงานออกแบบภายใน การออกแบบของเธอนำเอาฉากเคลือบมาแบ่งพื้นที่และทำให้เกิดความพร่าเลือนระหว่างเฟอร์นิเจอร์และตัวสถาปัตยกรรม เธอได้สร้างสรรค์บ้านตัวอย่างด้วยความชำนาญการออกแบบภายใน มีชื่อว่า E-1027 ซึ่งเป็นบ้านที่เธอใช้พักร้อนกับคู่รักของเธอ Jean Badovici พร้อมกับเป็นบ้านที่เธอได้ทดลองการออกแบบเฟอร์นิเจอร์แบบสุดโต่ง ซึ่งได้กลายมาเป็นงานสร้างชื่อในเวลาต่อมา หลังจากที่แยกทางกับ Badovici เธอก็เสียใจจนไม่สามารถกลับไปทำงานที่บ้านหลังนั้นได้อีก แต่กลับมีคนที่ยังคลั่งไคล้บ้านนั้นอยู่ นั่นก็คือ เลอ คอร์บูซิเยร์ เขาคลั่งไคล้มันมากจนกระทั่งไปสร้างบ้านเล็กๆ ไว้ใกล้ แถมยังเคยบุกเข้าบ้านไปทิ้งงานของตัวเองเอาไว้ จนกระทั่งวันที่เขาตาย เขาก็ตายใกล้ๆ กับบริเวณบ้านนี้นั่นเอง อย่างไรก็ตาม นอกจากบ้านนี้แล้ว ไอลีนก็อุทิศชีวิตของเธอให้กับการออกแบบสถาปัตยกรรมทั้งหมด ในปี 1937 งานออกแบบศูนย์กลางการพักผ่อนก็ได้ไปอยู่ในศาลา Esprit Nouveau ของเลอ คอร์บูซิเยร์ที่งานปารีสเอ๊กซ์โป แต่เธอก็ได้ทำตัวห่างเหินกับชุมชมสถาปนิกและก็ได้ทำงานเพิ่มขึ้นอีกเพียงแค่ 2 งาน โดยทั้งหมดเป็นงานส่วนตัว เมื่อถึงยุค 60’s งานของเธอก็ถูกลืมเกือบหมดก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในปี 1976 ตอนนี้มีงานแสดงถาวรที่ National Museum of Ireland ซึ่งตั้งใจที่ยกย่องเชิดชูไอลีนในฐานะผู้บุกเบิกสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ร่วมกับ เลอ คอร์บูซิเยร์ และ Mies Van der Rohe  

อันดับที่ 4 : Lilly Reich

งานหลายๆ ชิ้นที่โด่งดังของ Mies Van der Rohe โดยเฉพาะงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ จะออกมาสู่สายตาชาวโลกไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ผู้หญิงคนนี้ เพราะเป็นที่รู้กันว่า Mies มักจะไม่ค่อยยอมรับฟังความคิดเห็นของใคร แต่ถ้าเป็นเธอคนนี้ล่ะก็ได้เสมอ ลิลลี่เกิดเดือนมิถุนายนปี 1885 ที่เบอร์ลิน จากนั้นก็ย้ายไปเวียนนาหลังจบ ม.ปลาย เพื่อที่จะฝึกฝนเป็นนักเย็บปักถักร้อยอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสายอาชีพออกแบบที่มองว่าเหมาะสมสำหรับผู้หญิงในยุคนั้น หลังจากกลับมาเบอร์ลินในปี 1911 เธอเริ่มทำงานเป็นนักออกแบบแฟชั่นและเฟอร์นิเจอร์กับ Deutscher Werkbund ซึ่งเป็นสมาพันธ์การทำงานของเยอรมัน ซึ่งเธอได้ก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการหญิงคนแรกในปี 1920 การทำงานเป็นนักออกแบบของเธอทำให้เธอต้องไปแฟรงค์เฟิร์ทและได้พบกับ Mies Van der Rohe ทั้งสองได้สนิทสนมกันและเธอก็เริ่มทำงานในสำนักงานของเขา ในปี 1928 ทั้งสองคนได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการด้านศิลปะของศาลาเยอรมันในเอ๊กซ์โปที่บาร์เซโลน่า ซึ่งผลก็คืองานที่เป็นอมตะของ Mies ชิ้นหนึ่งที่นิยามเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแนว Modernism เลยทีเดียว หลังจากนั้นไม่นาน Mies ก็แต่งตั้งให้ลิลลี่เป็นผู้อำนวยการการก่อสร้างที่โรงเรียน Bauhaus ที่เขาเป็นเจ้าของอยู่ แต่เธอก็อยู่ในตำแหน่งได้ไม่นานหลังจากที่โรงเรียนถูกปิดในปี 1933 โดยพรรคนาซี ในช่วงสงคราม ลิลลี่ต้องทำงานเล็กๆ น้อยๆ สารพัด เพราะสายสัมพันธ์ด้านการทำงานของเธอกับ Mies ต้องจบลงหลังจากที่เขาย้ายไปอเมริกาในปี 1937 แต่เธอยังต้องดูแลกิจการของเขาในเบอร์ลิน โดยผลงานชิ้นโบแดงคือการรักษาภาพวาดกว่า 4,000 ชิ้นของเขาไม่ให้ถูกทำลายจากภัยสงครามด้วยการนำมันไปเก็บไว้ในโรงนานอกเมือง แต่ยื้อไว้ได้เพียง 2 ปี เพราะท้ายที่สุด สตูดิโอของเธอก็โดนระเบิดในปี 1939 และเธอก็ถูกจับไปอยู่ในค่ายแรงงานวิศวกรรมโยธาที่ซึ่งเธออยู่จนถึงปี 1945 หลังจากสงครามจบลง เธอทำงานเป็นผู้บรรยายในคลาสเกี่ยวกับการตกแต่งภายในและทฤษฎีการสร้างที่มหาวิทยาลัยศิลปะเบอร์ลิน เธอได้เข้าร่วมการประชุมเพื่อตัดสินใจที่จะปลุกชีพ Werkbund ขึ้นมาใหม่ แต่น่าเสียดายที่เธอเสียชีวิตในปี 1947 สามปีก่อนที่ตัวองค์กรจะได้รับการอนุมัติตามกฏหมาย  

อันดับที่ 5 : Charlotte Perriand

ชาร์ล็อตเรียนการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในปารีส ก่อนที่จะสมัครงานที่สตูดิโอของเลอ คอร์บูร์ซิเยร์ ในปี 1927 แต่เธอก็ไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีนัก เขาปฏิเสธเธอพร้อมกับเหตุผลว่า “เราไม่ทำงานเย็บปักถักร้อยเบาะกันที่นี่” แต่นั่นก็ก่อนที่จะได้เห็นงานของเธอที่จัดอยู่แสดงที่ Salon d’Automne ซึ่งทำให้เขาประทับใจมากและเสนองานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ให้เธอทันที ซึ่งเธอก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังด้วยการออกแบบเก้าอี้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดชุดหนึ่งของเลอ คอร์บูร์ซิเยร์ นั่นก็คือ B301 B306 และ LC2 Grand Comfort หลังจากมาอยู่ในสตูดิโอได้เพียงปีเดียวเท่านั้น หลังจากที่มุมมองของเธอเอียงเข้าหาฝั่งซ้ายมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 30’s เธอก็ได้มีส่วนร่วมกับองค์กรเอียงซ้ายทั้งหลาย และร่วมก่อตั้ง Union des Artists Moderns ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมศิลปินหัวเอียงซ้ายในปี 1937 และงานของเธอก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือการใส่ความเป็นมนุษย์ลงไปในงานที่เต็มไปด้วยเหตุและผลของเลอ คอร์บูซิเยร์ เธอยังทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงงานของเธอได้ดีขึ้นด้วยการใช้ไม้และไผ่แทนวัสดุแพงๆ โดยเป้าหมายของเธอก็คือการทำให้สร้างเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานได้จริงและถูกใจคนส่วนมาก ในปี 1940 เธอได้รับการเสนองานให้เป็นที่ปรึกษากระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่น แต่ก็อยู่แค่เพียง 2 ปีหลังจากภัยสงครามทำให้เธอต้องออกจากประเทศไป ขณะที่อยู่บนเรือที่กลับไปยุโรป เธอถูกกักกันด้วยการขัดขวางทางเรือและต้องลี้ภัยในเวียตนาม แต่ก็ทำให้เธอได้เรียนรู้งานออกแบบของตะวันออกไกล เช่นการถักทอและการฉลุลายไม้ ซึ่งมีอิทธิพลกับงานในยุคต่อมาของเธอเป็นอย่างมาก

อันดับที่ 6 : Jane Drew

เจนถือเป็นผู้ที่เสนอแนวคิด Modernism คนแรกๆ ในประเทศอังกฤษและเป็นผู้ที่นำเอางานคอร์บูร์ซิเยร์ไปเผยแพร่ที่อินเดีย เธอจบการศึกษาจาก AA ในลอนดอนและเป็นผู้ก่อตั้งหลักของ MARS ซึ่งเป็นองค์กรเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ Modernism ที่คล้ายกับ CIAM ของคอร์บูร์ซิเยร์ โดยมีหลักการพื้นฐานอยู่ที่การใช้ “พื้นที่เพื่อกิจกรรมของมนุษย์มากกว่าที่จะเอาไปใช้เพื่อรองรับการออกแบบเท่ๆ เท่านั้น” เริ่มต้นด้วยการเป็นสมาคมหญิงล้วนในลอนดอนช่วงสงคราม เจนได้มีส่วนร่วมกับโปรเจ็คท์ใหญ่หลายอันทั่วทั้งเมือง จนกระทั่งได้เป็นหุ้นส่วนกับสามีของเธอ Maxwell Fry ทั้งสองร่วมมือกันสร้างโครงการบ้านสำหรับผู้มีรายได้ต่ำในอังกฤษ แอฟริกาตะวันตกและอิหร่าน ตัวงานที่แอฟริกาตะวันตก ทำให้นายกรัฐมนตรีประทับใจในตัวเจนมาก จนทำให้เขาขอให้เธอช่วยออกแบบ Chandigarh เมืองหลวงใหม่ของแคว้นปัญจาบ เจนไม่แน่ใจว่าจะทำงานนี้ได้ดีหรือไม่ เพราะตอนนั้นเธอกำลังติดออกแบบงานเทศกาลในอังกฤษ ทำให้เธอต้องขอความช่วยเหลือจากคอร์บูร์ซิเยร์ และทำให้ทั้งสองคนได้ทำงานใกล้ชิดมากขึ้น เจนใช้เมืองนี้ในการทดลองแผนการตระหนักรู้ทางสังคมรูปแบบใหม่ ซึ่งได้กลายเป็นบรรทัดฐานให้กับการออกแบบเมืองทั่วทั้งอินเดีย  

อันดับที่ 7 : Lina Bo Bardi

ลิน่าเป็นสถาปนิกชาวอิตาเลียนแต่กลับมีผลงานปรากฏในประเทศบราซิลเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่างานของผู้ร่วมงานคนอื่นๆ อย่างเช่น Oscar Niemeyer ดูจะโด่งดังกว่าของเธอ อย่างไรก็ตาม เธอได้กลายมาเป็นที่รู้จักในฐานะสถานิกผู้เน้นความสำคัญของผู้คนก่อนเสมอ และทำให้ผลงานของเธอเป็นที่รักของผู้ที่อยู่อาศัยในอาคารเหล่านั้น ลิน่าเกิดในปี 1914 จบการศึกษาจากวิทยาลัยสถาปัตยกรรมแห่งโรมในปี 1939 ก่อนจะย้ายไปที่มิลานและเริ่มสร้างรูปแบบการทำงานตัวเองในปี 1942 แต่ทำได้ไม่นานก็โดนพิษสงครามเล่นงาน หลังจากสตูดิโอโดนโจมตีทางระเบิดทางอากาศประกอบกับการทำงานที่ไร้ทิศทางเพราะอยู่ในภาวะสงคราม ทำให้เธอต้องมองหาโอกาสอื่นๆ ด้วยการเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Domus ในปี 1943 ลิน่าย้ายไปบราซิลในปี 1947 ก่อนที่ปีต่อมาเธอจะได้รับเชิญไปช่วยเป็นผู้ร่วมจัดตั้ง The Assis Chateubriand Museum of Art of São Paulo (MASP) ซึ่งได้กลายมาเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในละตินอเมริกา การออกแบบของเธอมีเอกลักษณ์ความสุดโต่งหลายอย่าง รวมไปถึงการออกแบบเก้าอี้แบบ Modern ตัวแรกของบราซิล หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ได้ก่อตั้งสตูดิโอ d’Arte Palma กับเพื่อนสถาปนิกชาวอิตาเลียน โดยมีจุดประสงค์เพื่อออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากไม้อัดและวัสดุท้องถิ่นของบราซิลอื่นๆ ในปี 1951 เธอได้สร้าง The Glass House ซึ่งเป็นบ้านของเธอเองเสร็จสมบูรณ์ บ้านหลังนี้ได้กลายเป็นหมุดหมายของแนวความคิด Modernism ในบราซิล ในปี 1958 เธอได้รับเชิญให้ย้ายไปที่ Salvador เพื่อมาดูแล Museum of Modern Art of Bahial แต่ก็ต้องย้ายกลับเซา เปาโลในปี 1964 เพราะเกิดเหตุรัฐประหารขึ้น และเธอก็ต้องกลับมาพบว่างานของเธอถูกขโมยไอเดียไปเลียนแบบอย่างลวกๆ จนเธอเรียกตัวเองว่า “สถาปัตยกรรมที่น่าสงสาร”  

อันดับที่ 8 : Anne Tyng

นักทฤษฎีผู้มีชื่อเสียงของศตวรรษที่ 20 แอนน์เป็นศูนย์กลางในการออกแบบของ Louis Kahn ซึ่งเธอมีลูกสาวกับเขาหนึ่งคน แอนน์เกิดที่ประเทศจีนในปี 1920 โดยพ่อแม่เป็นคณะมิชชันนารีที่ไปเผยแผ่ศาสนาที่นั่น ในปี 1942 เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้เข้าเรียน Harvard Graduate School of Design โดยมีอาจารย์ที่ชื่อว่า  Walter Gropius หลังจากเรียนจบ เธอได้ทำงานกับหลายสำนักงานในนิวยอร์คก่อนที่จะย้ายไปฟิลาเดลเฟียเพื่อร่วมกับบริษัทของ Kahn ที่มีชื่อว่า Stonorov & Kahn หลังจากบริษัทปิดตัวลงในปี 1947 เธอก็ยังคงทำงานกับ Kahn ต่อไป ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เคยออกแบบสิ่งปลูกสร้างด้วยมือเธอเองเลย แต่ความหลงใหลในเรขาคณิตของเธอมีผลกับงานของ Kahn อย่างมาก มีบางคนบอกว่าเธอเป็น Muse ของเขาเลยทีเดียว Buckminster Fuller ถึงกับเรียกเธอว่า “กุนซือเรขาคณิตของ Kahn” อิทธิพลของเธอปรากฏอยู่ในงานหลายชิ้นของ Kahn อย่างเช่น Trenton Bath House และ Yale Art Gallery โดยเฉพาะงาน “City Tower” ซึ่งมีอิทธิพลของแอนน์ให้เห็นอย่างเด่นชัด  

อันดับที่ 9 : Norma Merrick Sklarek

นอร์ม่าเป็นที่หนึ่งในหลายๆ เรื่อง เธอเป็นผู้หญิงแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่ได้ใบประกอบอาชีพสถาปนิก ผู้หญิงคนแรกที่ได้ใบนี้ของแคลิฟอเนียร์ และยังเป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วม American Institute of Architects เธอเกิดที่ Harlem ในปี 1926 นอร์ม่าหางานทำในนิวยอร์คไม่ได้เลยถึงแม้จะมีใบปริญญาจากมหาวิทยาลัย Columbia ก็ตาม เธอเคยเล่าไว้ว่า “พวกเขาไม่จ้างผู้หญิงหรือคนที่มีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน และฉันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า [สิ่งที่ต่อต้านเธอ] มันคืออะไร” แต่ท้ายที่สุด เธอก็ได้งานที่ Skidmore Owings & Merill ในปี 1960 เธอย้ายไปแคลิฟอเนียร์เพื่อทำงานให้กับ Gruen Associates ซึ่งเธอก็ยังถูกกดดันเพราะเพศและเชื้อชาติ แต่ถึงกระนั้น เธอยังคงก้าวหน้าในหน้าที่การงานจนกระทั่งได้เป็นผู้อำนวยการของบริษัทในปี 1966 โดยสร้างชื่อเสียงด้วยการเป็นสถาปนิกที่ดูแลโครงการต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างเช่น สนามบิน LAX Terminal 1 และสถานกงสุลสหรัฐฯ ในโตเกียว ซึ่งส่งงานตรงเวลาและอยู่ภายในงบที่ตั้งไว้ เธอออกจาก Gruen Associates ในปี 1980 เพื่อก่อตั้ง Sklarek, Siegel and Diamond ซึ่งได้กลายเป็นบริษัทที่ก่อตั้งด้วยผู้หญิงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ  

อันดับที่ 10 : Denise Scott Brown

เดนิสและสามีของเธอ Robert Venturi มีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาการออกแบบสถาปัตยกรรมในศตวรรษที่ 20 คำวิพากษ์วิจารณ์ของเธอได้รับการยกย่องว่าเปลี่ยนแนวทางที่สถาปนิกและนักวางผังเมืองมองแนวความคิด Modernism ในช่วงกึ่งศตวรรษและการวางผังเมืองไปเลยทีเดียว หลายคนประหลาดใจที่สามีของเธอได้รับรางวัล Pritzker Prize ในปี 1991 แต่ตัวรางวัลกลับไม่ได้พูดถึงเธอเลยแม้แต่น้อย เธอเกิดในปี 1931 ที่ Northern Rhodesia เดนิสเรียนแอฟริกาใต้ก่อนจะย้ายมาลอนดอน เธอย้ายมาฟิลาเดลเฟียในปี 1958 พร้อมกับสามีคนแรก Robert Scott Brown ซึ่งเสียชีวิตในอุบัติเหตุไม่นานหลังจากนั้น ในปี 1960 เดนิสจบการศึกษาปริญญาโททางด้านวางผังเมืองจากมหาวิทยาลัย Pennsylvania ซึ่งเธอได้เป็นคณะอาจารย์ก่อนจะจบด้านสถาปัตยกรรมอีกใบ ที่นี่เองที่เธอได้พบกับหุ้นส่วนตลอดชีวิตและสามีในอนาคต Robert Venturi งานในตำแหน่งนักวิชาการทำให้เดนิสสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปได้ทั่วประเทศ ทำให้เธอได้เห็นเมืองเกิดใหม่ที่น่าสนใจอย่าง Los Angeles และ Las Vegas และขณะที่กำลังสอนอยู่ที่ Yale University ระหว่างปี 1967 ถึง 1970 เธอได้สร้างหลักสูตรสำหรับคลาสของเธอขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า ‘Learning from Las Vegas’ นอกจากนี้เธอกับสามีและนักวางผังเมือง Steven Izenour ยังช่วยรวบรวมงานจากคลาสเรียนเหล่านั้นมารวมเป็นหนังสือที่เรียกว่า Learning From Las Vegas: the Forgotten Symbolism of Architectural Form ซึ่งได้กลายเป็นหนังสือหลักสำหรับการเรียนสัมมนาของการออกแบบในศตวรรษที่ 20  

SOURCE
https://www.archdaily.com/341730/the-10-most-overlooked-women-in-architecture-history

Comments